อาการของโรคตับ สังเกตอย่างไรว่าเป็นโรคตับแข็ง

Last updated: Feb 11, 2020  |  1994 จำนวนผู้เข้าชม  |  คุณหมอตั้มตอบปัญหาสุขภาพ

อาการของโรคตับ สังเกตอย่างไรว่าเป็นโรคตับแข็ง

ตับเป็นอวัยวะที่ทำงานคล้ายตัวคัดกรองสำคัญในร่างกาย มีหน้าที่ทั้งช่วยสร้างสารอาหารและกำจัดของเสียที่มีอยู่ภายในตัวเรา ดังนั้นจะถือว่าตับเป็นเครื่องในที่มีความสำคัญต่อสุขภาพของเราก็ไม่ผิดนัก ซึ่งด้วยภาระหน้าที่นี้ของตับ ก็อาจทำให้เกิดความเสี่ยงกับตับมากมาย โดยอาการผิดปกติของโรคตับที่พบมากที่สุดในประเทศไทยก็คือโรคตับแข็ง

มาลองสำรวจอาการของโรคตับแข็งในเบื้องต้นกันก่อน เพราะโรคตับแข็งจริง ๆ แล้วก็สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน ไม่เว้นแม้แต่คนที่ไม่ดื่มเหล้าเลยนะคะ ฉะนั้นมาเรียนรู้อาการของโรคตับไว้คร่าว ๆ จะได้เอาไว้สังเกตตัวเองและคนรอบข้าง


โรคตับแข็งเกิดจากสาเหตุอะไรได้บ้าง

1. เครื่องดื่มแอลกอฮอล์

          สุราและเครื่องดื่มมึนเมาทุกชนิดกลายเป็นสาเหตุอันดับหนึ่งที่ทำให้เกิดโรคตับแข็ง โดยเฉพาะผู้ที่ดื่มสุราวิสกี้ 480 ซี.ซี. ต่อวัน หรือไวน์ 1,600 ซี.ซี. ต่อวัน หรือเบียร์ 4,000 ซี.ซี. ต่อวัน ติดต่อกันนาน 5-10 ปี บุคคลผู้นี้ย่อมเสี่ยงเป็นโรคตับแข็งมากกว่าใคร เนื่องจากแอลกอฮอล์ในเครื่องดื่มเหล่านี้จะทำให้การใช้โปรตีน ไขมัน และคาร์โบไฮเดรตในตับผิดปกติไป ส่งผลให้เกิดภาวะตับอักเสบได้ง่าย และเมื่อตับอักเสบนาน ๆ เข้าก็จะก่อให้เกิดภาวะตับแข็งตามมาในไม่ช้า


2. ไวรัสตับอักเสบ

          ไวรัสตับอักเสบมีอยู่ด้วยกัน 3 ชนิด คือ ไวรัสตับอักเสบเอ บี และไวรัสตับอักเสบซี  โดยไวรัสทั้ง 3 ชนิดนี้จัดเป็นสาเหตุที่ทำให้ตับเกิดอาการอักเสบเรื้อรังและพัฒนาเป็นโรคตับแข็งได้ในที่สุด

3. ยา สารพิษ และพยาธิบางชนิด

          สำหรับคนที่ใช้ยาติดต่อกันนาน ๆ โดยเฉพาะยาสมุนไพรบางชนิด เช่น ยาเม็ดใบขี้เหล็ก ก็อาจทำให้เกิดการตกค้างจนก่อภาวะตับอักเสบเรื้อรังได้ รวมทั้งสารพิษ เช่น สารหนู (Arsenic) ก็สามารถทำให้เกิดพังผืดในตับ และพยาธิบางชนิด เช่น พยาธิใบไม้ที่แฝงตัวอยู่ในเส้นเลือดก็กระตุ้นให้เกิดภาวะตับแข็งได้เช่นกัน

4. ท่อน้ำดีอุดตัน

          ปกติแล้วน้ำดีจะถูกสร้างขึ้นที่ตับและไหลลงมาสู่ลำไส้เล็กส่วนต้น แต่ถ้าเกิดภาวะท่อน้ำดีอุดตัน เช่น นิ่วอุดตันท่อน้ำดี หรือเนื้องอกอุดตันท่อน้ำดีจนทำให้ท่อน้ำดีตีบตันเป็นเวลานาน น้ำดีจะไหลย้อนกลับไปที่ตับและทำลายเนื้อเยื่อตับจนเกิดภาวะตับแข็งได้

5. ภาวะหัวใจวายเรื้อรัง

          ผู้ที่มีภาวะหัวใจวายเรื้อรัง อาจทำให้มีเลือดคั่งที่ตับ รวมทั้งปริมาณเลือดที่ไหลเวียนในตับก็จะลดลงจนอาจทำให้เนื้อตับขาดออกซิเจนและตายลง

6. โรคทางพันธุกรรมบางชนิด

          โรคทางพันธุกรรมบางชนิด เช่น โรควิลสัน ซึ่งมีการสะสมของทองแดงในตับมากเกินไป จนอาจทำให้ตับอักเสบเรื้อรังและแข็ง หรือโรคทางพันธุกรรมอื่น ๆ อย่างภาวะเหล็กเกิน (Hemochromatosis) ที่เกิดจากการสะสมของเหล็กมากเกินไปในตับ หรือโรคไกลโคเจนสะสม (Glycogen  Storage Disease) ที่อาจมีความบกพร่องทางการใช้คาร์โบไฮเดรตบางประเภท ก็อาจทำให้เกิดภาวะตับเรื้อรังและตับแข็งได้

7. ไขมันสะสมสูง

          ภาวะที่มีไขมันสะสมอยู่ที่ตับมาก อาจกระตุ้นให้เกิดภาวะตับอักเสบเรื้อรังและกลายเป็นตับแข็งในที่สุด โดยภาวะไขมันในตับมากนี้อาจพบร่วมกับโรคอื่น ๆ เช่น โรคเบาหวาน โรคขาดสารอาหาร และโรคอ้วน

8. โรคตับอักเสบจากภูมิต้านทานตนเอง (Autoimmune Hepatitis)

          เกิดจากความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันที่หันกลับมาทำลายตับตนเอง สาเหตุนี้พบมากในชาวยุโรป แต่ในไทยยังไม่ค่อยมีรายงานผู้ป่วยโรคนี้มากเท่าไรนัก

อาการของโรคตับ เช็กให้ชัดเข้าข่ายโรคตับแข็งหรือยัง ?

           อาการของโรคตับแข็งในระยะเริ่มแรกจะไม่แสดงออกอย่างชัดเจน ดังนั้นผู้ป่วยโรคตับแข็งจึงไม่ค่อยรู้ตัว โดยอาการของโรคตับแข็งที่พอจะสังเกตได้ มีดังนี้

          - ท้องอืด ท้องเฟ้อ คล้ายอาหารไม่ย่อย
          - รู้สึกอ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน น้ำหนักลด
          - รู้สึกเจ็บบริเวณชายโครงขวาเล็กน้อย หรืออาจคลำเจอก้อนที่ชายโครงขวา
          - ตัวเหลือง นัยน์ตาเหลือง เพราะตับไม่สามารถขับน้ำดีออกจากร่างกายได้
          - อาจมีอาการคันตามเนื้อตัว
          - อารมณ์ทางเพศลดลง
          - ในผู้หญิงอาจมีประจำเดือนผิดปกติ เช่น ประจำเดือนมาขาดหรือมาไม่สม่ำเสมอ มีหนวดขึ้น และในบางคนอาจมีแสงแหบแห้งคล้ายผู้ชาย
          - ผู้ป่วยชายอาจรู้สึกเจ็บนม อัณฑะฝ่อตัว บางคนอาจสังเกตเห็นฝ่ามือแดงผิดปกติ หรือมีจุดแดงที่หน้าอกและหน้าท้อง


โรคตับแข็งระยะสุดท้าย อาการรุนแรงขนาดไหน ?

          เมื่อเป็นโรคตับแข็งอยู่หลายปีหรือยังคงดื่มเหล้าหนัก อาการของโรคตับแข็งระยะสุดท้ายจะสังเกตได้จาก

          - มีไข้เรื้อรัง ขาบวม ท้องบวม
          - สังเกตเห็นหลอดเลือดบริเวณหน้าท้องพองบวม
          - อาเจียนเป็นเลือด เนื่องจากเกิดภาวะหลอดเลือดขอดที่หลอดอาหารแตก ซึ่งอาจทำให้เสียเลือดมากจนเสียชีวิตได้
          - ในระยะสุดท้ายที่ตับวายไปแล้ว ก็จะเกิดอาการทางสมอง เช่น ซึม เพ้อ ไม่รู้สึกตัว เป็นต้น

          ทั้งนี้ นอกจากโรคตับแข็ง ยังมีภาวะความผิดปกติของโรคตับที่พบได้มากในสุขภาพของคนไทย ซึ่งได้แก่

1. โรคตับอักเสบ

          ภาวะตับอักเสบสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัย โดยสาเหตุหลัก ๆ เกิดจากเชื้อไวรัสตับอักเสบเอและเชื้อไวรัสตับอักเสบบี ซึ่งไวรัสตับอักเสบเออาจติดต่อผ่านทางอาหารและน้ำที่ไม่สะอาด ส่วนไวรัสตับอักเสบบีสามารถติดต่อได้ทางการสัมผัสกับเลือดของผู้เป็นพาหะ เช่น การถ่ายเลือด การใช้ของมีคมร่วมกัน หรือแม้แต่การมีเพศสัมพันธ์ร่วมกับผู้ที่เป็นพาหะ

          อย่างไรก็ตาม นายแพทย์นุสนธิ์ กลัดเจริญ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านโรคทางเดินอาหารและตับ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ได้เตือนว่า การใช้แปรงสีฟัน กรรไกรตัดเล็บ หรือมีดโกนร่วมกับผู้ที่เป็นพาหะไวรัสตับอักเสบอยู่ อาจทำให้คุณติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีและซีได้ หรือในกรณีเด็กที่คลอดจากมารดาผู้เป็นพาหะ อาจได้รับเชื้อจากมารดาได้ ซึ่งในกรณีเช่นนี้โรคตับอักเสบจะไม่แสดงอาการในวัยเด็ก แต่จะแฝงตัวอยู่ในร่างกายของเด็กจนเด็กโตเป็นผู้ใหญ่ โดยในบางรายโรคตับอักเสบอาจหายเองได้ แต่บางรายอาจกลายเป็นพาหะโรคตับอักเสบเรื้อรังโดยไม่รู้ตัว

2. มะเร็งตับ

          นายแพทย์นุสนธิ์ กลัดเจริญ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านโรคทางเดินอาหารและตับ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ กล่าวว่า โรคมะเร็งตับอาจแบ่งได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ ได้แก่ มะเร็งที่เริ่มจากตัวตับเอง ซึ่งมักจะเป็นผลพวงของภาวะตับอักเสบเรื้อรังและโรคตับแข็ง และมะเร็งตับแพร่กระจายที่เริ่มจากอวัยวะอื่น ๆ อย่างมะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งกระเพาะอาหาร และมะเร็งตับอ่อน แล้วจึงค่อยลามมาเป็นมะเร็งตับในที่สุด

การรักษาโรคตับ ทำได้ดังนี้

1. รักษาที่สาเหตุ

          ก่อนอื่นต้องรู้ว่าต้นเหตุของโรคตับแข็งเกิดจากอะไร และรักษาไปตามสาเหตุนั้น เช่น มีสาเหตุจากการดื่มสุรา ก็ให้งดสุรา ถ้าเกิดจากไวรัสตับอักเสบก็ให้ยารักษาที่ชื่อว่า อินเตอร์เฟอรอน

          ส่วนในกรณีที่เป็นโรคตับแข็งจากภูมิต้านทานตนเอง (Autoimmune Hepatitis) ให้ใช้ยาสเตียรอยด์รักษา แต่หากเป็นโรคตับแข็งจากการสะสมของสารทองแดงในตับ ต้องใช้ยาเฉพาะเพื่อขับสารทองแดงออกจากร่างกาย


2. รักษาตามลักษณะอาการที่เกิด

          อาการของโรคตับที่เกิดจากความผิดปกติของตับในกรณีต่าง ๆ เช่น ตัวเหลือง ตาเหลือง ขาบวม ท้องบวม อาเจียน แพทย์จะรักษาโรคไปตามลักษณะอาการในเบื้องต้น


3. การผ่าตัดเปลี่ยนตับ

          สำหรับผู้ป่วยโรคตับระยะสุดท้าย ที่พบว่าการทำงานของตับลดน้อยลง หรือไม่สามารถควบคุมโรคแทรกซ้อนได้ จำเป็นต้องผ่าตัดเปลี่ยนตับร่วมกับการรักษาด้วยตัวยา ซึ่งการรักษาแบบนี้จะให้ผลดีถึงร้อยละ 80-90 และโดยเฉลี่ยแล้วผู้ป่วยโรคตับแข็งที่รักษาด้วยการผ่าตัดจะมีชีวิตยาวนานขึ้นอีก 5 ปี เลยทีเดียว

การดูแลผู้ป่วยโรคตับแข็ง

          1. รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ เพื่อให้มีสารอาหารเพียงพอต่อร่างกาย

          2. ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง เพราะตับจะย่อยไขมันได้น้อยลง และควรหลีกเลี่ยงไขมันจากสัตว์ ให้ใช้ไขมันพืช เช่น น้ำมันรำข้าว น้ำมันถั่วเหลือง ที่มีกรดไขมันจำเป็นไลโนเลอิกแทน

          3. ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีรสเค็มจัด อาหารที่ผ่านการแปรรูป เช่น ไส้กรอก หมูยอ เพราะมีโซเดียมเป็นส่วนประกอบ ซึ่งอาหารเหล่านี้จะทำให้อาการบวม อาการท้องมานแย่ลงได้ โดยทั่วไปแพทย์จะแนะนำให้รับประทานเกลือได้ไม่เกินวันละ 2 กรัม หรือเทียบเท่ากับเกลือป่นประมาณเศษหนึ่งส่วนสามช้อนชาต่อวันเท่านั้น

          4. ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่ชื้น เช่น ถั่วป่น พริกป่น ที่เป็นแหล่งของสารอะฟลาท็อกซิน ทำให้ตับต้องทำงานมากขึ้น และยังทำให้เสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งตับมากขึ้น

          5. ควรรับประทานอาหารที่สะอาด ปรุงสดใหม่ ไม่รับประทานอาหารที่เก็บค้างคืน อาหารสุก ๆ ดิบ ๆ ลวก หรือย่าง

          6. ควรรับประทานอาหารที่เป็นผัก ผลไม้ให้เพียงพอ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภาวะท้องผูก

          7. ต้องไม่ดื่มน้ำมากเกินไป คือไม่เกิน 6 แก้วต่อวัน หรือหากมีอาการบวมมาก ควรลดปริมาณน้ำลงอีก และอาจต้องกินยาขับปัสสาวะตามที่แพทย์สั่งด้วย

          8. ต้องงดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์โดยเด็ดขาด เพื่อป้องกันไม่ให้เซลล์ตับส่วนที่ยังดีอยู่ถูกทำลายมากขึ้น

          9. ไม่ควรซื้อยามากินเองหรือกินยาเกินขนาด เพราะยาส่วนมากจะถูกทำลายที่ตับ จึงอาจทำให้ภาวะตับแย่ลงกว่าเดิม

          10. หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายหนัก ๆ เช่น วิ่งมาราธอน กีฬาที่ต้องหักโหม ให้เดินหรือวิ่งเบา ๆ แทน และพยายามทำจิตใจให้เบิกบาน


การป้องกันโรคตับแข็ง

         1. หลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมาก และถ้าตรวจพบว่าเป็นพาหะของเชื้อไวรัสตับอักเสบบีหรือซี ควรงดดื่มโดยเด็ดขาด

          2. ฉีดวัคซีนป้องกันตับอักเสบจากไวรัสบี ซึ่งนิยมฉีดตั้งแต่แรกเกิด

          3. ระมัดระวังการใช้ยาที่อาจมีพิษต่อตับ โดยควรใช้ยาภายใต้การควบคุมของแพทย์และเภสัชกรทุกครั้ง
  
          4. อย่ารับประทานยา ยาสมุนไพร ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมโดยไม่ทราบที่มาหรือเพียงเพราะคำโฆษณา

          5. สวมถุงมือ สวมหน้ากากป้องกัน หากต้องสัมผัสหรือสูดดมสารเคมี

          6. ไม่สำส่อนทางเพศ

          7. ไม่ใช้ของมีคมร่วมกับผู้อื่น เช่น มีดโกน แปรงสีฟัน กรรไกรตัดเล็บ และเข็มฉีดยา

          8. ตรวจสุขภาพร่างกายทุกปี

          การไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐนะคะ หากคุณกำลังสงสัยว่าตัวเองอาจป่วยเป็นโรคตับ หรือรู้สึกว่าช่วงนี้ร่างกายอ่อนแอลงไปมาก ควรต้องหันมาใส่ใจสุขภาพอย่างจริงจังได้แล้ว และอย่าลืมออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอด้วยล่ะ


ขอขอบคุณข้อมูลจาก

มูลนิธิตับแห่งประเทศไทย
ภาควิชาเภสัชพฤกษศาสตร์ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์


 

Powered by MakeWebEasy.com